วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทำอาหารแมวเอง

การเลี้ยงสัตว์ เช่น หมา แมวสำหรับใครหลายๆ คน ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข เพราะนอกจากจะทำให้เรามีเพื่อนเล่นและสร้างชีวิตชีวาให้กับบ้านของเราแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความสุขได้ไม่แพ้กัน คือ การเฝ้ามองดูการเติบโตของเหล่าสัตว์หน้าขนเหล่านี้

แต่ในชีวิตจริงๆ การเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นพันธนาการอย่างหนึ่ง เราต้องมีใจรัก ต้องดูแลเอาใจใส่ เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำพรวนดิน พาไปถูกแสงแดดบ้าง หากแต่ว่าต้นไม้นั้น เมื่อเติบโตถึงจุดๆหนึ่งก็สามารถให้ผลผลิต แต่สัวต์เลี้ยงในบ้าน เช่นน้องหมา และน้องแมว ต่างกัน เพราะภาระค่าใช้จ่ายจากค่าอาหารและค่ายา วัคซีนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนของสัตว์ย่อมต้องเอามาใช้ในการวางแผนทางการเงิน  และหัวข้อนี้จะพูดถึงการวางแผนการเงินเกี่ยวกับค่าอาหารแมว

เหตุผลที่ผมต้องวางแผนทางการเงินในระยะยาวแก่สัตว์เลี้ยงของผม เพราะ ผมต้องการที่จะดูแลมันไปตลอดชีวิต และผมจะไม่ทำหมันสัตว์เลี้ยงของผม ใช่ครับ ผมตั้งใจจะไม่ทำหมัน และหากใครที่วางนโยบายและแนวคิดการเลี้ยงแมวที่อาจจะเหมือนกับแมวของผม ท่านจะตระหนักได้เลยว่าค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในการเลี้ยงคือ ค่าอาหาร รองลงมาคือ ทรายแมว

ผมเฝ้าครุ่นคิดอยู่ตลอดสองปีที่เลี้ยงเจ้า อิคิว  เจ้าด๋อย เจ้าโรบอท เจ้าลายเล็กและเจ้าขาวมณี  มาตลอดว่า ทำอย่างไรถึงจะทำให้รายจ่ายค่าอาหารแมวนั้นลดต่ำที่สุดในขณะเดียวกันก็ยังคงคุณค่าทางสารอาหารไว้ครบถ้วนเหมือนเดิม และบังเอิญมีอยู่วันนึงที่ผมเดินทางไปซื้อปลาทูสดในตลาดเพื่อจะเอามาต้มให้บรรดามวลแมวที่บ้านกินเช่นปกติทุกวัน สายตาผมเหลือบเห็นแม่ค้าหยิบปลาทูที่ผมเลือก ขึ้นไปวางตาชั่ง ... และเอาปลาที่ชั่งน้ำหนักเสร็จมาควักไส้ปลาออก ... และจึงเอาปลาที่ควักไส้เสร็จแล้วใส่ถุงแล้วจึงส่งให้ผม







" สิบห้าบาทจ๊ะน้อง " แม่ค้าบอกราคาพร้อมยื่นปลาทู 3 ตัวมาให้ผม
" อ่อ ... เอ่อ ครับ " ในระว่างที่ล้วงเงินผมก็ถามไปเบาๆ ว่า " เจ๊ครับ ไส้ปลาที่เจ๊ควักออกมาเนี่ย เจ๊เอาไปทำอะไรหรอครับ "
"ไม่ทำอะไรหรอกน้อง เจ๊ทิ้งหมดเลย เพราะขายไม้ได้จ๊ะ "

หลังจากได้ยินประโยคที่ว่านี้ ผมกลับถึงบ้านรีบไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแบบด่วนจี๋ ไอไส้ปลาที่เขาทิ้งๆ กันมันน่าจะทำอะไรได้บ้างสิ ขนาดเครื่องในหมู เครื่องในไก่ คนยังเอามากินได้เลยจนกระทั่งพบว่า ไส้ปลาสามารถที่จะเอามาทำอาหารได้ เช่น แกงไตปลา มันก็คือไส้ปลาที่แม่ค้าขายปลาทิ้งๆ กันนี่แหละครับ เอามาเข้ากระบวนการหมักดองตามเรื่องตามราว แล้วเอามาขายให้คนเอาไปทำอาหารได้อีก

ถ้าคนกินได้ แมวก็กินได้

พอวันรุ่งขึ้นผมกลับไปหาแผงขายปลาทูเจ้าประจำเช่นเดิม ซื้อปลาทู 15 บาท เหมือนเดิมแต่คราวนี้ตะโกนด้วยเสียงอันห้าวหาญว่า

"เจ๊ ไส้ปลาที่เจ๊จะทิ้ง ผมของซื้อถูกๆ ได้ไหมครับ มีเท่าไหร่ผมเหมาหมดเลย " ผมยื่นข้อเสนอไปให้เจ๊
"อยากได้เหรอน้อง งั้นเอาไปหมดเลย เจ๊ให้ฟรี มาเอาทุกวันก็ได้นะ เพราะเจ๊ก็ขี้เกียจยกไปทิ้ง"

สรุปว่ารายจ่ายไส้ปลากลายเป็นศูนย์ในระยะยาวโดยทันที แน่นอนครับทุกๆ สี่วันผมก็ยังคงไปซื้อปลาทูที่แผงแกเหมือนเดิมและแบกไส้ปลามาเต็มถุง ปลาทูเรากินเอง ส่วนไส้ปลาก็ต้มให้แมวกิน 

เอาละทีนี้จะพูดถึงกรรมวิธีในการผลิตอาหารแมวกันสักที


หลังจากที่เราได้ไส้ปลาแมวแล้วเราต้องเอามาทำความสะอาดกันก่อนครับ


ขั้นตอนนี้จะเป็นการแยกเอาขี้ปลาทิ้งไป ให้ลองสัเกตดูว่าจะมีเส้นสีดำๆเข้มๆ นั้่นแหละครับคือ ขี้ปลา ก็จัดการเด็ดแยกออกไปและไส้ปลาที่แยกขี้ไว้แล้วก็นำไปล้างน้ำให้สะอาด และหากเห็ฯตัวพยาธิกระดึ๊บๆ อยู่ ไม่ต้องตกใจครับ ไอปรสิดพวกนี้เวลาเราเอาไปต้มกับข้าว ตายไม่เหลือซากอยู่แล้ว



หลังจากนั้นทำความสะอาดเสร็จก็จัดการนำข้าว ซึ่งโดยปกติ ผมมักจะใช้ข้วเย็นที่เหลือจากเมื่อวานมาทำ ตั้งแก็ส ใส่น้ำ เทข้าวใส่ไปในหม้อ และทีนี้เราก็เอาไส้ปลาที่ล้างไว้แล้วใส่ลงไปโดยอัตรส่วนที่ใช้นั้นอย่างให้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนข้าว เช่น ถ้าข้าวมีปริมาณ 2 ส่วน ปริมาณไส้ปลาก็ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ส่วน เป็นต้น



ทีนี้ก็จัดการต้มจนเละครับ ใช่ครับ ต้มจนเละ ใช้ไฟอ่อน ส่้วนใหญ่ผมใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะอาด  

 ต้มจนน้ำเริ่มข้น ภาษาใต้เรียกว่า น้ำเริ่มแค่น   หรืออาจจะสังเกตจากไส้ปลากับข้าวเริ่มจะจับตัวกันเป็นก้อน เป็นอันใช้ได้



 หลังจากนั้นก็ตั้งไว้ให้เย็น หรือถ้ามีพลังในตัวเยอะก็ใช้ปากเป่าก็ได้ แต่ถ้าให้แนะนำ ผมว่าให้ตั้งอาหารแมวไว้หน้าพัดลมสักพักจะดีกว่า

สีของอาหารที่ทำเสร็จแล้วจะมีสีที่ค่อนข้างเข้มและดำเพราะเลือดเปลาและไส้ปลา เวลาต้มจนสุกมันก็ดำเหมือนๆ กับเลือดหมู หรือเลือดได่นี่แหละครับ ไม่ต้องตกใจ ซึ่งแลดูแล้วอาจจะไม่ค่อยน่ากินในสายตามนุษย์ แต่กับแมวไม่ใช่ครับเพราะการมองเห็นของแมว จะมองเห็นเป็นสีขาวดำเท่านั้น และอีกอย่างแมวเชื่อจมูกของมันมากกว่าตาที่มันเห็นเสียอีก



ปัญหาต่อมาสำหรับคนเลี้ยงแมว "มด" ผมไม่เคยคิดจะกำจัดมันครับ เพราะมันคือสัตว์คู่โลกเรามานานและมีปริมาณมาก แต่ผมมีวิธีป้องกันไม่ให้ มดมารบกวนถ้วยอาหารแมวที่เราทำ วิธีง่ายๆ ครับ หาแป้งเย็นมาสักกระป๋อง เอามาทารอบๆถ้วย แค่นี้ก็ป้องกันมดขึ้นถ้วยอาหารในต้นทุนที่ต่ำมาก และยังไม่เป็นพิษแก่มวลแมวของเราอีกต่างหาก




ภาพขณะกินอาหาร แย่งกินกันจนหัวชนกันเลยทีเดียว


หลังจากกินเสร็จก็ให้นมลูกต่อ คิดดูครับว่าแม่แมวอย่างเจ้าด๋อย นอนตะแคงให้นมลูกกันไม่ได้เลย เพราะกินเยอะมว๊ากกกก






หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่รักแมวนะครับ